การหารือความร่วมมือและการสร้างกลไก Consortium ระดับนานาชาติ ร่วมกับ University of Antwerp ประเทศเบลเยียม

วันที่ 26 มีนาคม – 5 เมษายน พ.ศ. 2569 โดยการนำของรองศาสตราจารย์ ดร.ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์ พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ ดวงยอด อาจารย์ ดร.ปราวรี ภูนีรับ และอาจารย์ ดร.สิรินันท์ สุวรรณาภรณ์ ได้เข้าร่วมประชุมหารือร่วมกับคณาจารย์และนักวิจัยจาก University of Antwerp ประเทศเบลเยียม โดยการหารือดังกล่าวมุ่งเน้นการกำหนดกรอบความร่วมมือในลักษณะของ International Consortium ที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านสมุนไพร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์แม่นยำ (precision medicine) และวิทยาการข้อมูล โดยมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาโครงการวิจัยร่วม การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลร่วม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านกลไกการแลกเปลี่ยนนักวิจัย

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงแนวทางการพัฒนาเครือข่ายวิจัยในลักษณะ multi-disciplinary consortium ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน (basic research) ไปจนถึงการประยุกต์ใช้เชิงคลินิกและอุตสาหกรรม โดยเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากสมุนไพรสู่การพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในระดับสากล การดำเนินงานดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของศูนย์ฯ จากหน่วยงานวิจัยระดับชาติสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวิจัยระดับโลก

ภายใต้การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว คณะผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ฯ ได้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัยและ Science Park ของ University of Antwerp ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยที่มีความก้าวหน้าระดับโลก โดยเฉพาะ Darwin Science Park ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศนวัตกรรมด้านชีวการแพทย์และ life sciences การเยี่ยมชมครั้งนี้ทำให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนา cell and gene therapy การใช้เทคโนโลยี omics และ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม immunopeptidomics สำหรับการค้นหา antigen เป้าหมายในโรคมะเร็งและการแพทย์แม่นยำ นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้ระบบการนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงผ่านองค์กร เช่น Anicells ซึ่งมีบทบาทในการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์ทางชีวการแพทย์ภายใต้มาตรฐาน GMP ในด้านงานวิจัยเชิงลึก ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา เช่น การใช้ genomics และ AI ในการพัฒนา precision medicine การประยุกต์ใช้ machine learning ใน immunoinformatics การพัฒนา neuroimaging และ biomarker ตลอดจนการค้นคว้ายาใหม่จากกลไกระดับโมเลกุล เช่น inflammasome และ ferroptosis ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้มีศักยภาพสูงในการนำมาประยุกต์ใช้กับการวิจัยสมุนไพรไทยในอนาคต

การเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและ Science Park ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาดูงาน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศนวัตกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนา Hub สมุนไพรของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรร

การประชุม 13th International Congress of the Society for Ethnopharmacology & International Conference on “Translational Research in Ethnopharmacology – Integrating Traditional Medicine in Modern Healthcare (SFEC–ICTRE 2026)

ศาสตราจารย์ ดร.สุรัตน์ ละภูเขียว และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ ดวงยอด เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหลัก (Keynote Speaker) ในการประชุม 13th International Congress of the Society for Ethnopharmacology & International Conference on “Translational Research in Ethnopharmacology – Integrating Traditional Medicine in Modern Healthcare (SFEC–ICTRE 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ NIPER Mohali ประเทศอินเดีย

การเข้าร่วมดังกล่าวมิได้เป็นเพียงการนำเสนอผลงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ethnopharmacology และการประยุกต์ใช้สมุนไพรไทยในบริบทของการแพทย์สมัยใหม่ (Translational Research) โดยเนื้อหาการบรรยายมุ่งเน้นการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีการสกัด การวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ และการประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการวิจัยระดับโลกในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสารธรรมชาติ

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมในฐานะ Keynote Speaker ยังสะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของศูนย์ฯ ในการเป็นตัวแทนประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับเครือข่ายนักวิจัยระดับนานาชาติ อันนำไปสู่การสร้างความร่วมมือเชิงวิจัยในอนาคต ทั้งในรูปแบบของโครงการวิจัยร่วม (Collaborative Research) การแลกเปลี่ยนนักวิจัย (Researcher Exchange) และการพัฒนาหลักสูตรหรือกิจกรรมวิชาการร่วมกันระหว่างสถาบัน อีกทั้ง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้ศูนย์ฯ ได้ขยายเครือข่ายไปยังองค์กรวิชาการชั้นนำ เช่น Society for Ethnopharmacology และสถาบันวิจัยระดับนานาชาติอื่น ๆ ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือในระยะยาว ทั้งในด้านการพัฒนามาตรฐานงานวิจัย การเผยแพร่ผลงานในวารสารระดับนานาชาติ และการร่วมกันผลักดันประเด็นนโยบายด้านสมุนไพรในระดับภูมิภาค

การเข้าร่วมเวที SFEC-ICTRE 2026 ในครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของศูนย์ฯ สู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายวิจัยสมุนไพรระดับโลก เสริมสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของงานวิจัยไทย และสนับสนุนเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสมุนไพรเพื่อสุขภาพในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

การประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Ethnopharmacology Beyond Times”

เมื่อวันที่ 24–25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ ดวงยอด ผู้เชี่ยวชาญและ ผู้ประสานงานของศูนย์ฯ ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายหลัก (Keynote Speaker) ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Ethnopharmacology Beyond Times” ภายใต้ธีม Plants to Patients (P2P4) ณ Patanjali Research Foundation เมือง Haridwar รัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้าน ethnopharmacology และผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติจากหลากหลายประเทศ

การเข้าร่วมในฐานะ Keynote Speaker ดังกล่าวสะท้อนถึงการยอมรับในศักยภาพของนักวิจัยไทยในระดับนานาชาติ และเป็นโอกาสสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรไทยในมิติของการเชื่อมโยงจากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์สมัยใหม่ (Translational Research) โดยเนื้อหาการบรรยายเน้นการประยุกต์ใช้สมุนไพรในระบบสุขภาพ การวิเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารธรรมชาติที่มีมาตรฐานและสามารถแข่งขันในระดับสากล

นอกจากนี้ การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างและขยายเครือข่ายความร่วมมือภายใต้รูปแบบ Consortium ระหว่างนักวิจัยไทยกับสถาบันวิจัยและองค์กรวิชาการในต่างประเทศ อันนำไปสู่โอกาสในการพัฒนาโครงการวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากร ตลอดจนการสร้างความร่วมมือด้านการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรในอนาคต การดำเนินงานในลักษณะนี้ยังช่วยส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามสาขา ทั้งด้านสมุนไพร เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรอย่างยั่งยืน

การร่วมเป็น Keynote Speaker ในการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Ethnopharmacology Beyond Times” ภายใต้ธีม Plants to Patients (P2P4) ณ Patanjali Research Foundation เมือง Haridwar รัฐอุตตราขัณฑ์ ประเทศอินเดีย

การประชุมวิชาการนานาชาติ The 2nd International Symposium on Sustainable Pathways: Green Synthesis for Functional Materials and Eco-Friendly Applications (SMA 2025)

เมื่อวันที่ 28–29 มีนาคม พ.ศ. 2568 รองศาสตราจารย์ ดร. ระวิวรรณ์ เจริญทรัพย์ หัวหน้าศูนย์ฯ ได้รับเชิญให้กล่าว ปาฐกถาพิเศษ (Keynote Speaker) และเข้าร่วมการประชุมวิชาการนานาชาติ The 2nd International Symposium on Sustainable Pathways: Green Synthesis for Functional Materials and Eco-Friendly Applications (SMA 2025) จัดโดย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการใช้เทคโนโลยีสีเขียวและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการวิจัยและพัฒนาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และในโอกาสเดียวกัน Professor Dr. Pulok Kumar Mukherjee จาก Department of Pharmaceutical Technology, Jadavpur University ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิใหม่ในเครือข่าย Consortium และเป็นนักวิจัยชั้นนำระดับโลกด้าน Evidence-Based Herbal Medicine, Ethnopharmacology และ Phytopharmaceutical Development ได้รับเชิญให้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ Exploring Drugs from Nature – A Metabolomics-Based Approach Towards Drug Development โดยการบรรยายนี้นำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยี metabolomics และ network pharmacology ในการคัดกรองสารออกฤทธิ์จากพืชเพื่อพัฒนายาในระดับอุตสาหกรรม การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ของทั้งสองท่าน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรระดับนานาชาติภายใต้ศูนย์ฯ ซึ่งช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในด้านการพัฒนางานวิจัยสมุนไพรตามแนวทางสากล

การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

ศูนย์ฯ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร” เมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ & คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ โดยได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และมูลนิธิสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กิจกรรมนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย แพทย์แผนไทย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการภาคนโยบาย และผู้ประกอบการ ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างหลักฐาน เชิงประจักษ์ สำหรับการยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้สามารถเข้าสู่ระบบสุขภาพของประเทศได้อย่างแท้จริง และสิ่งที่เป็นแกนหลักการประชุมในครั้งนี้ คือ การสร้างเครือข่ายเชิงระบบของผู้มีบทบาทในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของสมุนไพร ตั้งแต่ระดับ ต้นน้ำ (การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุมวัตถุดิบ) กลางน้ำ (การวิจัย พัฒนา การแปรรูปและควบคุมคุณภาพ) ไปจนถึง  ปลายน้ำ (การประเมินประสิทธิผล ความปลอดภัย การนำเข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ) การบูรณาการระหว่างภาควิชาการและภาคปฏิบัติจากกิจกรรมนี้ช่วยให้การพัฒนายาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศมีความน่าเชื่อถือ ยึดหลักวิทยาศาสตร์ และสามารถ ผลักดันให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้าสู่ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายที่มีผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในการ เพิ่มการเข้าถึงของประชาชนต่อยาสมุนไพร

ในภาพรวมของกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่เป็นเวทีการอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงวิชาการเท่านั้น หากยังทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของ “ระบบนิเวศน์การวิจัยสมุนไพร” ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนสมุนไพรไทยบนฐานของความยั่งยืนและสุขภาพประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยมีผลการดำเนินในประชุมเชิงปฏิบัติการ ดังนี้

กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มีผู้เข้าร่วมจำนวน 84 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัย แพทย์ เภสัชกร ผู้ประกอบการ และผู้สนใจจากหลากหลายสถาบันทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจด้านหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-Based) และส่งเสริมการใช้สมุนไพรในระบบบริการสุขภาพผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และพัฒนาเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรจากต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

วันที่ 7 สิงหาคม 2568: การถ่ายทอดองค์ความรู้

  • กล่าวต้อรับและกล่าวเปิดงาน โดยผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ ภญ. อัญชลี จิตรักนที (ผู้อำนวยการกองนโยบายแห่งชาติด้านยา) และ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง (ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ)
  • การบรรยายเชิงวิชาการ ได้แก่
    • ความสำคัญของหลักฐานเชิงประจักษ์ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสมุนไพร โดย ภก.วินิต อัศวกิจวิธี
    • การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อส่งเสริมการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพรในระบบสุขภาพ โดย ดร.ภญ. ผกากรอง ขวัญข้าว
    • การใช้ข้อมูลผู้ป่วยอย่างมีจริยธรรมและถูกกฎหมายตาม PDPA โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ
  • เวทีเสวนาวิชาการ แบ่งปันกรณีศึกษา ได้แก่
    • การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์ของสมุนไพรกระท่อม โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ
    • กรณีเพชรสังฆาต โดย ผศ.ดร.ภญ.ธนิกา ปฐมวิชัยวัฒน์
    • คุณภาพของยาสมุนไพรกับความน่าเชื่อถือของหลักฐานเชิงประจักษ์ โดย ภก.พินิต ชินสร้อย

วันที่ 8 สิงหาคม 2568: กิจกรรม Workshop เชิงปฏิบัติการ

กิจกรรม Workshop แบบมีปฏิสัมพันธ์ ผู้เข้าร่วมได้รับการแบ่งกลุ่มตามความเชี่ยวชาญและความสนใจเพื่อร่วมพัฒนาโจทย์การวิจัย โดยมีเป้าหมายในการออกแบบแนวทางการสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร คอยให้คำปรึกษา ภายในกิจกรรมผู้เข้าร่วมได้ทำใบงาน วิเคราะห์โจทย์วิจัย และนำเสนอโจทย์กลุ่ม เพื่อรับข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้มีการประเมินผลกิจกรรมอย่างครอบคลุม โดยมีผลประเมินกิจกรรม ดังนี้

  • ระดับความพึงพอใจ ต่อกิจกรรมอยู่ในเกณฑ์ “มากที่สุด” ถึง “มาก” กว่า 90% ในทุกหัวข้อ
  • ผลลัพธ์การเรียนรู้ พบว่า ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของหลักฐานเชิงประจักษ์มากถึง 97% และมีความมั่นใจในการนำไปใช้ในงานวิชาชีพหรือองค์กรกว่า 85%
  • ผู้เข้าร่วม วางแผนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในงานหรือชีวิตประจำวัน มากถึง 94.1%

นอกจากนี้ยังได้รับข้อเสนอแนะเชิงบวกจากผู้เข้าร่วมจำนวนมาก เช่น ต้องการให้มีการจัดกิจกรรมลักษณะนี้ในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการวิจัยทางคลินิกของสมุนไพรและสนับสนุนทุนสำหรับโครงการ Pilot Study เพื่อขับเคลื่อนสู่การใช้สมุนไพรในระบบสุขภาพอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

กิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยสมุนไพรที่มีความเข้าใจในหลักการของการวิจัยเชิงประจักษ์ พร้อมทั้งเสริมสร้างทักษะในการออกแบบและประเมินคุณภาพงานวิจัยสมุนไพรเพื่อมุ่งสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติ อันเป็นกลไกสำคัญในการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

กิจกรรมการสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับฟังข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย

ศูนย์ฯ ได้จัดงานสัมมนาเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวในหัวข้อ “การสร้างเสถียรภาพและความเข้มแข็งทางการค้าสินค้าสมุนไพร” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้กรอบงาน มหกรรมส่งเสริมการใช้ประโยชน์งานวิจัยและนวัตกรรม อววน. เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนด้วยพลังสหวิทยาการ (อว.แฟร์: SCI POWER FOR FUTURE THAILAND 2025) ซึ่งเป็นเวทีระดับชาติที่รวมภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ และผู้ประกอบการ การสัมมนาในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 192 คน แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมในสถานที่จริง 117 คน และเข้าร่วมออนไลน์ 75 คน  การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและนำเสนอต่อสาธารณะ รวมถึงเพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายให้มีความสมบูรณ์ รอบด้าน และตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการจริงของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย

การดำเนินงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนระดับนโยบายและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรไทยทั้งในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ อาทิ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันการศึกษา โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงด้านการแพทย์แผนไทย ภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการสมุนไพรชั้นนำ ตลอดจนผู้แทนจากภาคประชาชน การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายช่วยสะท้อนให้เห็นถึงมิติที่หลากหลาย ทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน กฎหมาย การตลาด การวิจัย และการพัฒนาศักยภาพเชิงโครงสร้าง อันจะนำไปสู่การกำหนดยุทธศาสตร์เชิงนโยบายที่มีพลังในการขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่ระดับนานาชาติ

จากการดำเนินกิจกรรมนี้ พบว่า มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะเวทีระดมสมองจากผู้มีประสบการณ์จริงและนักวิชาการที่มีข้อมูลเชิงลึกในการขับเคลื่อนสมุนไพรไทย โดยข้อเสนอที่ได้รับจะถูกนำไปปรับปรุงและต่อยอดในร่างข้อเสนอเชิงนโยบายให้มีความสมบูรณ์ พร้อมผลักดันสู่การปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจสมุนไพรไทย

การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการใช้ยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร

“การพัฒนาหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อการใช้และผลิตภัณฑ์สมุนไพร”

🗓️ วันที่ 7–8 สิงหาคม 2568 | 📍 โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น แบงคอก

กิจกรรมสัมมนาเผยแพร่ผลการศึกษาและ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ

เวทีพหุภาคีเพื่อขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่เศรษฐกิจสุขภาพระดับนานาชาติ

Focused Group Workshop: Green City Development for Chiang Rai

Green City Conference 2025

9 -13 Feb 2025, Le Meridien Hotel, Chiang Rai, Thailand

Planning for sustainable living is essential for our past, present, and future. Our ancestors’ wisdom in geography and resource management created thriving cities rich in natural resources, an absolute truth that underscores the importance of sustainable practices. Today, we must continue learning from the past to maintain a strong connection with nature. This connection is crucial for our survival and the planet’s, a relative truth reflecting the varying degrees of environmental impact. Embracing sustainability is a responsibility that supports innovative economic models, such as Green City, Wellness City, MICE City, Creative City and others, which combine economic growth with environmental care.

กิจกรรมระดมสมอง กำหนดแนวทางการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพร

วันที่ 29 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30-16.30 น
การประชุมออนไลน์ ผ่าน Zoom meeting

งานนี้พบกับวิทยากรพิเศษ ภก.กิตติ สุคันโธ เภสัชกรเชี่ยวชาญ การขึ้นทะเบียนยา จากสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ สำนักวิจัยพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ จะมาบรรยายในหัวข้อแนวทางการควบคุมภาพผลิตภัณฑ์สมุนไพร และเป็นเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับ      ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ จากทำเนียบผู้เชี่ยวชาญ 5 ด้าน ดังนี้
1) ด้านการผลิตวัตถุดิบ และความหลากหลายทางชีวภาพ
2) ด้านพรีคลินิก (Preclinical study)
3) ด้านคลินิก (Clinical study)
4) ด้านการวิจัยทางการตลาด (Market research)
5) ด้านผู้ประกอบการ

ACADEMIC SEMINAR 2024
HUB OF KNOWLEDGE:
HERBS FOR SUSTAINABLE HEALTH
AND WELL-BEING

สามารถดาวน์โหลดเอกสารการสัมนาได้ที่ QR code หรือ คลิก เอกสาร

                เมื่อวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2567 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสมุนไพร และ การประชุมวิชาการระดับชาติ Hub of Knowledge; Herb for Sustainable Health and Well-being ภายใต้โครงการ “ศูนย์กลางความรู้ต้นแบบด้านสมุนไพรเพื่อการใช้ประโยชน์ทางสุขภาพอย่างยั่งยืน” รวมทั้ง งานประชุมรับฟังข้อมูลและเตรียมความพร้อมการจัดงานจัดประชุมนานาชาติ (AIPH International Green City Conference, 2025) โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ นายกสภามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีร่วมกล่าวต้อนรับและแนะนำมหาวิทยาลัยก่อนที่ พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง ประธานกรรมาธิการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา กล่าวเปิดการประชุมและชี้แจงวัตถุประสงค์ของโครงการ ณ ห้องประชุมคำมอกหลวง อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย
               ทั้งนี้การประชุมยังมีส่วนของคณะทํางานสรุปผลการดําเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมุนไพร และแนวทางการบริหารจัดการฐานข้อมูลด้านสมุนไพรในประเทศไทย การจัดทําฐานข้อมูลด้านสมุนไพรของประเทศไทย และแนวทางการจัดการข้อมูลอย่างประสิทธิภาพ โดย นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ฐานข้อมูล Herbal Bank โดย รศ.ดร.ศุภชัย ติยวรนันท์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฐานข้อมูล The NAPRALERT Database of Natural Products, Ethnomedicine, Pharmacology, and Botany โดย Professor Emeritus Geoffrey A. Cordell, Ph.D Professor Emeritus, University of Illinois Chicago Adjunct Professor, University of Florida, and President, Natural Products Inc.
               นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงแนวทางการบูรณาการฐานข้อมูลด้านสมุนไพรในประเทศไทย พร้อมออกแบบรูปแบบ (template) การเก็บรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้งานวิจัย โครงสร้างงพื้นฐาน ข้อมูลบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษ เพื่อนําไปสู่ การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และนําไปสู่การพัฒนาฐานข้อมูลสมุนไพรใน Knowledge Hub ที่มีรูปแบบเดียวกัน ตลอดจนแนวทางการจัดตั้งเครือข่าย (Consortium) ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องต่อการพัฒนาสมุนไพร
เครดิตภาพ MFU TODAY